ชวนคุณรู้จัก Jomo และ Fomo คืออะไร ทำไมถึงน่าสนใจ

Share:

ชวนคุณรู้จัก Jomo และ Fomo คืออะไร ทำไมถึงน่าสนใจ

ทำความรู้จัก Fear of Missing Out คืออะไร ต่างจาก Joy of Missing out อย่างไร

 

รู้จักกับเทรนด์การตลาดของผู้บริโภค Jomo fomo คืออะไร ทำไมถึงได้รับความสนใจในปัจจุบันซึ่งจะถอดรหัสว่าคุณเป็นคนกลุ่มไหน มีลักษณะอย่างไร และแต่ละกลุ่มนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วทั้ง 2 แบบเข้ามาท้าทายผู้ทำธุรกิจออนไลน์อย่างไรและวางแผนแบบไหนเพื่อให้เจาะกลุ่มผู้บริโ๓คได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

FOMO คืออะไร

Fomo ย่อมาจากคำว่า Fear Of Missing Out หรือความกลัวที่จะพลาดโอกาสอะไรบางอย่างไป คือการกลัวที่จะไม่รู้เหมือนที่คนอื่นรู้ กลัวที่จะตกข่าว ตามไม่ทันกระแสที่กำลังเกิดขึ้น หรือกำลังได้รับความนิยม

 

ข้อดีของ FOMO

  • การเห็นไลฟ์สไตล์หลายมิติอาจช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทำตาม เช่น การออกกำลังกายของคุณเบเบ้ ที่ทำให้หลายคนสนใจออกกำลังกาย หรือลองทำตามซึ่งทำห้มีสุขภาพดี หุ่นกลับมาฟิตแอนด์เฟิร์ม 
  • ช่วยเปิดโลกที่เราไม่เคยรู้มาก่อนจากการเกาะติดกระแสโซเซียลและยังช่วยให้เราพูดกับคนอื่นรู้เรื่อง เช่น Surf Skate / Skateboard ที่เป็นกระแสอยู่ช่วงนึงที่ทำให้ใครหลายคนอยากลองเล่นดูเพราะไม่อยากตกกระแสซึ่งอาจจะนำไปสู่สิ่งที่ชอบจากการลองเปิดใจ 

 

JOMO คืออะไร 

JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out หรือการมีความสุขจากการพลาดบางสิ่งบางอย่างไปซึ่งจะมีความคอนทราส หรือเป็นขั้วตรงข้ามของ Fomo ที่เป็นพฤติกรรมถอยห่างจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) เพื่อเอาเวลาไปโฟกัสกับกิจกรรมรอบตัว ไม่ยึดติดกับอุปกรณ์สื่อสาร เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเลต หรือการเสพสื่อทางโซเซียลต่าง ๆ เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่คิดว่าชีวิตหากพลาดกระแสบางอย่างไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด 

 

ข้อดีของ JOMO

  • การที่เรามีเวลาให้กับครอบครัวและคนรอบข้างมากขึ้นเนื่องจากการถอยห่างจากโซเซียลทำให้มีเวลาในการได้ใช้ร่วมกับคนอื่น ๆ มากขึ้น หรือกลับมาโฟกัสตัวเองได้ดีขึ้น 
  • มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำได้นานมากขึ้นเพราะไม่จดจ่อว่าจะมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามา ใครทักมาหาบ้างส่งผลให้การทำงาน หรือกิจกรรมที่ทำอยู่ลื่นไหลและมีประสิทธิภาพดีขึ้น

 

สื่อสารการตลาดกับ FOMO & JOMO อย่างไร  

โดย Zortout จะขอเล่าถึงโมเมนต์ของ FOMO ที่จะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการข้อมูลที่กระตุ้นความอยากได้อยากซื้อ แต่ในส่วนของ JOMO จะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้านั้นต้องการที่จะพักผ่อนเพื่อให้เวลากับตัวเอง หรือครอบครัวซึ่งแบรนด์และธุรกิจหากต้องการสื่อสารการตลาดจะทำได้เพียงการเลือกให้เนื้อหาที่เหมาะสม 

สิ่งนั้นก็คือ ข้อมูล (Data) เพื่อนำไปวิเคราะห์ผู้บริโภคว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ไลฟ์สไตล์แบบไหน แต่ละช่วงเวลา หรือเจาะช่วงเวลานี้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรเพื่อนำมาใช้ในการวางกลยุทธ์ “Moment Planning” เพื่อนำไปสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เหมาะกับโมเมนต์ของผู้บริโภค

โดยจะเห็นได้ชัดว่าโจทย์ของการสื่อสาร คือ การหาโมเมนต์ (Moment) ที่สำคัญในการศึกษาลูกค้าอย่างเข้าใจและสามารถสร้างเนื้อหาเพื่อสื่อสารในแต่ละกลุ่มลูกค้าทั้ง FOMO และ JOMO ได้อย่างเหมาะสม

 

ตัวอย่าง JOMO & FOMO Marketing 

ชวนคุณรู้จักกับ JOMO & FOMO Marketing ตัวอย่างของกลุ่มผู้บริโภคว่าต่างขั้วกันมากแค่ไหนและแต่ละแบบนั้นน่าสนใจอย่างไร

 

ตัวอย่างของ Fomo Marketing

ตัวอย่างการทดลองของ Adewole Lee ที่ให้นักเรียนจำนวน 200 คนเลือกว่าอยากกินคุกกี้จากโหลไหนมากกว่ากันระหว่างโหลที่มีคุกกี้เต็มขวดกับโหลที่มีคุกกี้เหลือแค่เพียงค่อนขวดซึ่งแน่นอนทุกคนเลือกโหลที่มีคุกกี้ค่อนขวดเพราะองค์ประกอบของ Fomo นั้นมีอยู่ 3 อย่างได้แก่ Social Proof (การสร้างผลกระทบต่อจิตใจ) ความรู้สึกที่ต้องทำทันทีและจำนวนของที่มีจำกัด 

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุ้กกี้ค่อนขวดนั้นมีจำนวนจำกัด น่าจะอร่อยกว่าขวดที่คุ้กกี้เต็มโหลที่ไม่มีใครเลือกทานจึงกระตุ้นให้นักเรียนอยากทดลองทานว่ามันอร่อยจริงไหม ?

โดยในออนไลน์ส่วนใหญ่เรามักจะนำ FOMO ไปใช้ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม เสื้อผ้า สินค้า Rare item ผ่านข้อความการแจ้งเตือนที่แสดงให้แก่ผู้คนที่สนใจว่าขณะนี้มีคนกำลังจองห้องนี้อยู่ สินค้ามีจำนวนจำกัด หรือผลไม้มีเพียงฤดูกาลนี้เท่านั้น ถ้าอยากกินต้องรอไปอีกหนึ่งปี เป็นต้น

 

ตัวอย่างของ JOMO Marketing

คุณเคยรู้สึกหมดไฟ เบื่อหน่ายจากความวุ่นวาย อยากหนีไปอยู่คนเดียวเงียบ ๆ หรือสถานที่สงบ ๆ ไหม ? 

  • คอร์สปฏิบัติธรรมจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการสื่อสารของ JOMO ที่ตรงกับข้ามกับ FOMO ที่ต้องการให้กลุ่มผู้บริโภคไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ได้ใช้ชีวิตชีวิตสงบ ตัดขาดจากโซเชียลและได้ชีวิตกับตนเองมากขึ้น 
  • กลุ่มโรงแรมและที่พักบนดอยที่ช่วยให้คุณหนีความเศร้า หรือเรื่องราววุ่นวายให้ได้ไปพูดคุยกับตนเองมากขึ้นเนื่องจากสัญญาณอินเทอร์เนตเสถียรน้อยทำให้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ 
  • สถานที่พักผ่อนอื่น ๆ ที่มีความเป็นส่วนตัว เน้น Spiritual มากขึ้นจึงเป็นที่มาของของการตลาดแบบใหม่ๆ เช่น Pure Ocean หรือ White Ocean” เป็นต้น 
  •  

FOMO JOMO Marketing คือ การที่ฝั่งนึงใช้สื่อโซเซียลตลอดเวลาเพื่อติดตามอัพเดตข่าวสารให้ทันกระแสไม่ตกเทรนด์ซึ่งจะเรียกว่า FOMO แต่อีกฝั่งคือกลุ่มที่ต้องการถอยห่างจากโซเชียลเพื่ออยากใช้เวลาโฟกัสกับกิจกรรม หรือตัวเองมากขึ้นเรียกผู้บริโภคกลุ่มนี้ว่า JOMO ซึ่งเป็นขั้วตรงกันข้ามของกันและกัน 


โดยหากนำไปใช้ในเทรนด์การตลาดจะต้องดูทิศทางว่าตอนนี้เทรนด์ไหนกำลังมาแรง จะอยู่ได้นานขนาดไหน มีเทรนด์ตรงกันข้ามไหนจะเข้ามาแทนที่เพื่อให้คุณจับทางได้และลงทุนก่อนสิ่งนั้นจะตกกระแส หรือเปลี่ยนไปในทิศทางอื่น

 

สนใจใช้ระบบจัดการร้านค้าครบวงจร

โทร 02.026-6423

Line: @zort

0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x